เมื่อเริ่มผ่อนคลาย

 


 

 

 

 

 

จากหลายวันที่ผ่านมา ภาวะตึงเครียด ก่อตัวขึ้น ภาพความทรงจำเก่าๆ ก็กลับมา

ทำให้ประหวั่นพรั่นพรึง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ  "ยิ่งรักมาก ผูกพันมาก" ทุกข์ก็มาก

สำหรับคนที่โตมาด้วยการสั่งสอนที่ว่า "อย่าทิ้งกัน อย่าทิ้งครอบครัว ต้องรักกัน"

และ "เหตุผล" เมื่อคนใดคนหนึ่ง เป็นอะไร แม้แต่แค่เป็นหวัดเพียงเล็กน้อย ความห่วงใย

ความรัก ก็จะถูกดึงและทุ่มเทลงมาไม่ยั้ง เป็นเครื่องเยียวยา บำบัด ให้หายป่วยได้รวดเร็ว

 

"พ่อแม่ ไม่ทิ้งลูก พี่น้อง ไม่ทิ้งกัน"

 

9 ปีก่อน ตั้งแต่พี่ชายเรียนอยู่เตรียมทหาร ปีสอง เตรียมขึ้นเหล่าพอดี จะเรียกว่าเป็นช่วงทดสอบ

ทดสอบกำลังใจครั้งแรกก็ไม่ผิดอะไร ตอนนั้น พี่ชาย ป่วยด้วยอาการปวดหัวธรรมดา ใครๆก็ลงความเห็นว่า

เป็นไข้หวัด และ เรียกร้องความสนใจ เพราะไม่อยากกลับไปเรียน แต่อาการปวดหัวนั้นก็ไม่หาย

จนต้องส่งตัวเข้าโรงพยาบาล และในเย็นวันอังคาร หมอก็เข้ามาเช็คอาการของพี่ชายอีกรอบ แต่เกิดมีสิ่งผิดปกติ

การตอบสนองของพี่ชายเปลี่ยนไป หมอจึงทำการตรวจประสาทอย่างคร่าวๆ โดยการใช้กุญแจ กดลงไปที่ฝ่าเท้า

ครั้งนั้นหมอจึงรู้ว่า อาการปวดหัวนั่นไม่ใช่ปวดหัวแบบปกติแน่นอน หมอจึงสั่งให้ทำการสแกนสมองด้วยคอมพิวเตอร์

ทันที แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ...

 

เส้นเลือดในสมอง พองตัว และเริ่มมีเลือดซึม และอาการพี่ชายก็เริ่มแย่ลง อย่างรวดเร็ว ระบบประสาทในการควบคุม

ระบบขับถ่าย เริ่มเป็นอัมพาต ระหว่างที่รอส่งตัวเข้ากรุงเทพ ตอนนั้นทุกอย่างรู้สึกรวดเร็ว ทำอะไรไม่ถูก

ตกใจ และ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ พี่ไม่สบายมาก ถึงมากที่สุด

 

อาการของพี่ชาย เริ่มแย่ลง ในทุกขณะที่เดินทางเข้ากรุงเทพมายังโรงพยาบาลพระมงกุฎ หมอได้กำชับไว้ว่า

ถ้าเกิดมีอาการเส้นเลือดแตกเพิ่มอีก ก็จำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน ในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และ

หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ พี่ชายก็อาจจะตายได้

 

ภาพเหตุการณ์ต่างๆ มันยังคงชัดเจน ภาพที่เห็นพี่ชายนอนปวดหัว มีไข้ และหนาวสั่นตลอดเวลา ภาพของแม่

แม่ที่ไม่ร้องไห้เลยสักนิด มีเพียงตาแดงๆ และมือที่คอยกุมมือลูกชายไว้ ปากที่คอยพร่ำเรียกชื่อลูก เพื่อไม่ให้หลับ

ภาพของพ่อ ที่เตรียมของเอกสาร และหาเงินสดเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีฉุกเฉิน

 

เมื่อถึง โรงพยาบาลพระมงกุฎ เมื่อเห็นพี่ชายในแสงไฟสว่างๆอีกครั้ง พี่ชายยังไม่หลับ และดูเหมือนว่า

จะยังคงมีสติอยู่ พี่ชายที่ค่อยๆพูดกับแม่ว่า "ปั๊กไม่เป็นไรแม่ ปั๊กยังไหว" ทั้งๆที่แม้จะพยายามยกแขนตัวเองขึ้น

ยังทำไม่ได้ แต่พี่ชายก็ยังบอกกับทุกคนว่า "ปั๊กไม่เป็นไร" ทั้งๆที่ ตัวเริ่มเขียว แต่พี่ชายก็ยังคงแสดงให้เห็นว่า

ไม่เป็นไร

 

หมอลงความเห็นว่า จะต้องรอดูอาการในคืนนี้อีก ถ้าหากพี่ชายสามารถ "ทน" และผ่านคืนนี้ไปได้ การผ่าตัดก็จะทำ

ในตอนเช้าหลังจาก ฉีดสี เพื่อชี้ตำแหน่งของเส้นเลือดที่ชัดเจนขึ้น แต่ถ้าหาก ไม่สามารถผ่านคืนนั้นไปได้

หมอก็คงต้องทำการผ่าตัดด่วน และ หมอไม่รับประกันว่าจะรอด

 

กว่า 8 ชั่วโมง ที่พี่ชายเข้ารับการผ่าตัด การรอคอยที่ทำอะไรไม่ได้ ความหวังที่เต็มเปี่ยม การทำใจยอมรับ

คำปลอบประโลม กำลังใจ ความรัก ความหวาดกลัว ความเงียบ ทุกอย่างช่างดูเศร้า เชื่องช้า ทรมาร

และสุดท้ายการผ่าตัดก็จบลง เป็นที่น่าพึงพอใจของคนเป็นหมอ

 

พี่ชายสามารถอดทนได้ สามารถข้ามผ่านคืนแห่งความเป็นความตายมาได้ ปาฎิหาริย์ สิ่งที่มีอยู่จริง แต่เราก็ยัง

ไม่รู้ว่า หลังการผ่าตัด พี่ชายจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือ ครอบครัวเรา ได้พี่ชายกลับคืนมา

ถึงแม้ว่า หมอจะบอกว่า ไม่มีอะไร 100% แล้ว หรือ เราอาจจะต้องกลับมาสอนให้พี่ชายนับหนึ่งใหม่ หรือพิการ

แต่พวกเราก็เต็มใจ เพราะอย่างไรเสีย เราก็ได้ชีวิตเขากลับคืนมา

 

พี่ชายยังคงต้องนอนอยู่ในห้อง ICU ต้องนอนอยู่คนเดียวลำพัง 3 คืน ที่ต้องนอนอยู่คนเดียวท่ามกลางสาย

ท่อ และอะไรต่อมิอะไรมากมาย พี่ชายกลับมา มากกว่า 90% เรียกว่าเป็นเหมือนปกติเลยก็ว่าได้ หลังจาก

ออกจากห้อง ICU พี่ชายออกมาพักตัว ดูอาการ อีกสี่ห้าวัน หมอจึงให้กลับบ้าน

 

โชคดี ปาฎิหาริย์

 

แต่ ... ใช่ว่าเรื่องนี้จะจบ เพียงไม่กี่เดือน พี่ชายมีอาการชัก เป็นการชัก ที่ไม่แสดงอาการให้เห็นทางตาอย่างชัดเจน

จะต้องอาศัยการสังเกตุ อาการชัก ที่เกิดขึ้น เป็นแค่เพียง การนิ่งไป ไร้การตอบสนองชั่วครู่ อาจเพียงไม่กี่วินาที

หรือกินเวลา หลายนาที และในการชักแต่ละครั้ง เซลล์สมองก็จะตายไปด้วย แต่ครั้งนี้ พี่ชายเกิดอาการชัก

แต่โชคดีที่ ส่งโรงพยาบาลได้ทัน หลังจากนั้นก็ทำการเช็คสมองอีกรอบ และ พบว่า มีเส้นเลือด พองขึ้นมาอีก

ในตำแหน่งใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม และคราวนี้ หมอ ไม่สามารถทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกได้อีกต่อไป

เพราะจะเป็นอันตรายมาก และเสี่ยง พิการ เป็นเปอร์เซ็นสูง

 

ครั้งนี้ทำการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ ฟังดูไม่น่าเจ็บปวด แต่ มันเจ็บปวดมาก มากเสียจนพี่ชาย คนที่ไม่เคยบอกว่า

เจ็บ  ถึงกับร้องไห้  เพราะอะไรนะหรือ เพราะต้องตรึงเฟรม และการตรึงเฟรม ก็ต้องเจาะเข้าไปถึงเนื้อกะโหลก

ช่วงที่ยาชายังคงมีฤทธิ์แรงอยู่ พี่ก็บอกว่า รู้สึกเจ็บ แล้วพอยาชาใกล้จะหมดฤทธิ์ คงไม่ต้องบอกว่าเจ็บแค่ไหน

 

และทุกอย่างก็จบลง แต่ก็ไม่ได้สิ้นสุด

 

พี่ชายยังคงมีชีวิตอยู่ เป็นปกติ

 

4 ปีถัดมา แบบทดสอบกำลังใจครั้งใหญ่

 

หนึ่งอาทิตย์ก่อนวันที่ 1 มิถุนา พ่อมีเข้าค่ายศาสนาสักอย่าง ไม่ได้เจอหน้าพ่อมา 1อาทิตย์เต็มๆ

และอีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเกิดพ่อแล้วด้วย วันนั้น เราทุกคนตั้งตารอพ่อกลับบ้าน ด้วยความคิดถึง

เพราะไม่ได้เจอหน้าพ่อเลย ส่วนพ่อเองก็ตั้งใจกลับบ้านมาเจอหน้าลูกชาย เพราะตอนนั้นพี่ชายเพิ่ง

ได้กลับบ้าน วันนั้นจำได้ว่า เราเอง พยายามโทรหาพ่อตลอดทั้งช่วงเช้า แต่ก็โทรไม่ติดเลย ได้แต่

คิดว่า คงไม่มีสัญญาณ เพราะพ่อบอกว่า พ่อจะกลับมา พาไปซื้อรองเท้าใหม่

 

เย็นแล้วพ่อก็ยังไม่กลับบ้าน จนเวลาประมาณ 4 โมงเย็นกว่าๆ มีโทรศัพท์โทรเข้ามาที่บ้าน

คนที่รับโทรศัพท์ก็เป็นเรา และ ทุกอย่างก็เหมือนดับวูบลง ข่าวที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับ มาก่อน

เรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิด พ่อเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ

 

น้ำตาไหลไม่หยุด พี่ชายเข้ามากอด ยายเข้ามากอด ทุกคนต่างร้องไห้ พอเราได้เจอหน้าแม่ ทุกคนก็เข้ากอดกัน

พ่อยังคงนอนนิ่ง ตัวยังอุ่นอยู่เลย ตอนที่เราไปดู พ่อไม่มีแผลเลยสักนิดที่ใบหน้า พูดอะไรไม่ออก ยายกับตา

บอกให้ลาพ่อซะ รู้ว่าพ่อตาย แต่ก็ไม่เข้าใจว่า นี้หรือ คือการตาย ไม่เข้าใจว่า นี้หรือความตาย เสียใจไหม เสียใจ

แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็ ไม่อยู่แล้ว ตายแล้ว เท่านั้นเอง มันเป็นความรู้สึกช็อค เหมือนไม่เสียใจ ความรู้สึก

กลายเป็นอัมพาตไปชั่วขณะจิต

 

ยังคงช็อคอยู่ เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ตอนนี้พ่อก็หลับอยู่เพียงลำพังที่ โรงพยาบาล เราสามคน แม่และพี่ชาย

นั่งอยู่ด้วยกัน คำพูดมากมายพรั่งพรู และน้ำตาก็ไหลไม่หยุด ได้แต่บอกกับตัวเองว่า เราต้องเข้มแข็ง

เพราะมันไม่ได้จบเพียงแค่นี้ ยังคงมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ แม่บอกว่า เข้มแข็งไว้นะลูก ในเวลานั้น

ได้แต่บอกตัวเอง ละสัญญากับพ่อไว้ว่า จะไม่ร้องไห้ จะร้องไห้วันนั้นเป็นวันสุดท้าย เพราะพ่อไม่ชอบเห็น

ลูกสาวร้องไห้ เพราะหลังจากวันนั้นจะไม่มีคนถามอีกแล้ว ว่า "ร้องไห้ทำไม พร้อมกับท่าท่างที่เก้ๆกังๆ ไม่รู้

จะทำอย่างไรให้ลูกสาวหยุดร้องไห้"

 

แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แม่โทรมาหา พร้อมบอกว่า เรื่องมันไม่มีอะไรแล้วนะ ทุกอย่างโอเคแล้ว

เรื่องอะไรๆ เกิดอะไรขึ้น แม่ก็บอกว่า เพราะว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแล้ว แม่ถึงได้โทรมาบอก

แม่บอกว่า พี่ชายโดนรถชน หัวใจเรา ตกวูบ แต่แม่ก็บอกว่า ปลอดภัยแล้ว

 

พี่ชาย ยังคงปลอดภัย ตอนนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หวังว่า คงไม่มีอาการอะไรข้างเคียง

เพราะชนแรง จนพี่ชายลอยไปเกือบสองเมตร แต่ยังโชคดีที่มีประตูรถ กั้นอยู่ เหตุทั้งหมด

เกิดจาก ความประมาท และความเมา

 

อำนาจเงิน มันซื้ออะไรได้เยอะ

 

     Share

<< นี่ๆตัวฉันคงไม่ใช่สายลมเย็นๆ >>

 

Posted on Thu 5 Jul 2007 7:32

 

 

 

CalendA
 

 

 

เซ็งผู้ชาย อยากมีแฟนเป็นเกย์
Rose & worm
windsor ไปเที่ยว
จะไปเที่ยว
ตัวฉันคงไม่ใช่สายลมเย็นๆ
เมื่อเริ่มผ่อนคลาย
นี่ๆ
เมาขับ หลับไม่สบาย
เพราะว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ประสาท แยก
คิดถึงคุณธนา

ล่าสุด

 

 

โปรด

รักที่เป็นความลับ
รักที่เป็นความจริง
สวัสดีคุณครู
รักนี้แม่และลูก
รักล้ำลึกบนดวงจันทร์
รักหนักแน่นเขียวหยก
รักขี้เกียจเลซี่
รักแด่สตรีไทย
รักในความสงบ
diclub
รักบนพาราไดซ์

 

 

 

 


ขอพลังจงสถิตอยู่ในกายท่าน
แมว แมว แมว   
Thu 5 Jul 2007 21:46 [3]

แง่มๆๆ มาเป็นกะลังจายอ่ะ
Beer   
Thu 5 Jul 2007 17:27 [2]

เหตุร้ายก้อได้ผ่านไปแล้ว หวังว่าฟ้าหลังฝนคงสดใสนะจ๊ะ จะเป็นกำลังใจให้เสมอจ๊ะ
ทวด   
Thu 5 Jul 2007 10:12 [1]
 


 

 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh